Hasil untuk "eess.SP"

Menampilkan 20 dari ~303588 hasil · dari CrossRef

JSON API
CrossRef 2025
ลักษณะสมบัติของ Azospirillum sp. ในการส่งเสริมการเจริญของข้าวร่วมกับแอกทิวิตีปฏิปักษ์ของ Bacillus sp. ต่อการติดเชื้อ Rhizoctonia solani

ลินดา อารีย์

งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาลักษณะสมบัติของ Azospirillum ที่มีสมบัติที่ดีในการส่งเสริมการเจริญของข้าว และยังมีเป้าหมายในการทดสอบความสามารถของแบคทีเรียจากน้ำทะเลจำนวนสามไอโซเลตในการยับยั้งการเจริญของ Rhizoctonia solani ที่เป็นสาเหตุของโรคกาบใบแห้งในข้าว ในด้านการควบคุมทางชีวภาพโดยใช้แบคทีเรียจากน้ำทะเลพบว่า Bacillus subtilis TD12-11 และ Bacillus aryabhattai TW1-1N9 มีฤทธิ์ในการยับยั้ง R. solani แม้ว่า Azospirillum ทุกไอโซเลตไม่สามารถยับยั้ง R. solani บนอาหารเลี้ยงเชื้อที่มีการเลี้ยงร่วมกับราได้ อย่างไรก็ตาม Azospirillum เกือบทุกไอโซเลตก็มีความสามารถในการส่งเสริมการเจริญของพืชโดย ตัวอย่างเช่น สามารถผลิตกรดอินโดลอะซีติกซึ่งเป็นฮอร์โมนพืชในช่วง 0.70-200.19 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศ สามารถละลายฟอสเฟต และสามารถผลิตไซเดอโรฟอร์ Azospirillum brasilense ไอโซเลต TS24 เป็นไอโซเลตที่มีสมบัติดีที่สุดในการเป็นไรโซแบคทีเรียที่ช่วยส่งเสริมการเจริญของพืช จากการวิเคราะห์ผลของแบคทีเรียต่อการเจริญของข้าวโดยทดลองปลูกในหลอดทดลองพบว่า ไอโซเลตของ Azospirillum sp. ส่วนใหญ่สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศ สามารถเพิ่มจำนวนของรากแขนง ความสูงของข้าว และน้ำหนักแห้งของต้นข้าวได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับไอโซเลตของแบคทีเรียจากน้ำทะเลพบว่าช่วยเพิ่มความแข็งแรงของราก จำนวนของรากแขนง ความสูงของต้นข้าว และน้ำหนักแห้งของต้นข้าวอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อทดสอบผลการป้องกันโรคกาบใบแห้งในต้นข้าวพบว่าการใส่แบคทีเรียทั้ง 2 กลุ่มร่วมกันสามารถลดอาการของโรคกาบใบแห้งในข้าว และป้องกันโรคได้ 66.17-89.70% โดย Azospirillum zeae ไอโซเลต PNPHB9 ร่วมกับ B. aryabhattai ไอโซเลต TW1-1N9 มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้สูงสุด การประยุกต์ใช้แบคทีเรีย 2 กลุ่มร่วมกันเพื่อเป็นหัวเชื้อผสมในปุ๋ยชีวภาพสามารถทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและสารกำจัดราสำหรับการทำการเกษตรแบบยั่งยืนได้

CrossRef 2025
สารต้านราก่อโรคจาก Bacillus sp. N1 ต่อ Curvularia sp. ที่คัดแยกจากปทุมมา

กนิฏฐกา แดนราช

Bacillus subtilis N1 ที่คัดแยกได้จากดินในจังหวัดกาญจนบุรีมีความสามารถในการยับยั้ง การเจริญของ Curvularia sp. ซึ่ง เป็นราก่อโรคใบจุด (โรคจุดสีน้ำ ตาล) ในปทุมมา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาภาวะที่เหมาะสมที่สุดต่อการผลิตสารยับยั้ง ราและการแยกสารให้บริสุทธิ์จากการแปรผันปัจจัยต่างๆ ได้แก่ อาหารเลี้ยงเชื้อ (NB, LB และ TSB), pH ของอาหารเลี้ยงเชื้อ (pH 6, 7, 8 และ 9), อุณหภูมิในการเพาะเลี้ยง (30, 37 และ 40 องศาเซลเซียส) และระยะเวลาการเพาะเลี้ยง (0 ถึง 24 ชั่วโมง) พบว่าภาวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ B. subtilis N1 คือการเลี้ยง ในอาหาร TSB pH 7 ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ให้ประสิทธิภาพในการยับยั้ง การเจริญของรา Curvularia sp. ได้ดีที่สุด ซึ่ง B. subtilis N1 สร้างสารออกฤทธิ์ต่อCurvularia sp. ในรูปแบบที่ไม่สัมพันธ์กับการเจริญ (non-growth associated product) เพราะสารดังกล่าวผลิตออกมาในระยะ stationary phase สารออกฤทธิ์นี้ ยังทนต่ออุณหภูมิได้ตั้งแต่ 20 ถึง 121 องศาเซลเซียสและทนค่า pH ได้ตังF แต่ pH 2 ถึง 10 การตกตะกอนโปรตีนด้วยแอมโมเนียมซัลเฟตในช่วง 20 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์เป็นวิธีแยกสารออกฤทธิ์ที่ดีที่สุดสำหรับ B. subtilis N1 ซึ่งโปรตีนมีแอกติวิตีจำเพาะ 379.82 AU ต่อมิลลิกรัมของโปรตีน หลังจากทำ SDS-PAGE พบโปรตีนที่มีน้ำ หนักโมเลกุล 61.38, 41.98, 36.14 และ 22.13 กิโลดาลตัน โปรตีนในส่วนน้ำใสของเซลล์เพาะเลี้ยง B. subtilis N1 ยับยั้ง การเจริญของ Curvularia sp. ด้วยความเข้มข้นต่ำสุด 350 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรและโปรตีนกึ่งบริสุทธิ์ที่ได้จากการตกตะกอนด้วยแอมโมเนียมซัลเฟตในช่วง 20 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์มีประสิทธิภาพมากขึ้น 14 เท่าในการยับยั้ง Curvularia sp. โดยมีความเข้มข้นต่ำสุด 23.43 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ทำให้เส้นใยของ Curvularia sp. มีความหนามากขึ้น บวมเป็นปล้องและบางบริเวณบวมเป็นก้อนกลมขนาดใหญ่ ผลจากการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าสามารถนำสารออกฤทธิ์ที่ผลิตได้ไปพัฒนาเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ในการป้องกันการแพร่ระบาดของ Curvularia sp. ในแปลงเพาะปลูกปทุมมาเพื่อทดแทนการใช้สารเคมีได้ต่อไป

Halaman 10 dari 15180